Astrostory: ประวัติโหราศาสตร์ และ วิวัฒนาการ
ย้อนสู่อดีตยุคดึกดำบรรพ์ มนุษยชาติมีความเกรงกลัวและยกย่องบูชาพระเจ้าที่อยู่เบื้องบนสวรรค์ เมื่อประมาณ 35000 ปีมาแล้ว มนุษย์โบราณได้แกะสลักทำปฎิทินวงโคจรของดวงจันทร์บนชิ้นส่วนมนุษย์ เพื่อบันทึกระยะข้างขึ้น ข้างแรมของดวงจันทร์ ในช่วงพระจันทร์เต็มดวงมีพิธีบูชาพระจันทร์เต็มดวงเพื่อขอพลังอำนาจให้เกิดพลังชีวิต ในเรื่องการเจริญเติบโตและการเก็บเกี่ยวพืชผล และพลังนำทางในการล่าสัตว์ ประมาณ 20000 ปีต่อมา ในประเทศอังกฤษ ได้พบซากหินโบราณวางเรียงกันเป็นวงกลมอย่างประณีต เพื่อจำลองการคำนวณวงรอบของดวงจันทร์และอาทิตย์ เป็นแผนที่ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์บนแผ่นหิน ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ทำให้ได้ค้นพบโลกในยุคโบราณ
ด้านโหราศาสตร์ ในยุคสมัยแบบเบอโลว์เนียน อาระเบียน อินเดีย จีน และ อียิปต์ แผ่นที่บนแผ่นฟ้าเป็นเครื่องมือให้นักดาราศาสตร์ที่เป็นนักบุญในศาสนาได้ประกอบพิธีกรรมและคำนวณหาเวลาที่เหมาะสม ในการสถาปนาราชวงศ์หรือการอภิเษกสมรสของพระเจ้าแผ่นดิน จากการค้นพบแผนที่แผนฟ้าบนเพดานโบสถ์ของชาวอียิปต์ จึงกล่าวได้ว่านักโหราศาสตร์ในอดีตได้ค้นพบความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆบนโลกกับตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าด้วยตาเปล่า จวบจนในยุคปัจจุบันที่มีการศึกษาการเคลื่อนที่วงโคจรและตำแหน่งดวงดาวผ่านกล้องส่องดูดาวทางไกล
ต้นกำเนิดโหราศาสตร์ได้มีการพัฒนาแพร่หลายในเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และ อเมริกา พบว่ามีจุดกำเนิดไม่ใช่เพียงจากสมัยเมโสโพเทเมีย สมัยแบบเบอโลว์เนียนโบราณแต่ยังรวมถึงสมัยอียิปต์โบราณ แพร่หลายเข้าสู่กรีกในยุคกลางของศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสศักราช โหราศาสตร์ของชาวแบบเบอโลว์เนียนได้ผสมผสานเข้ากับปรัชญาอียิปต์ ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นของโหราศาสตร์ในปัจจุบัน ที่ได้พัฒนาวิวัฒนาการ แตกแขนงมาเป็นหลักสูตรโหราศาสตร์ต่างๆมากมาย ได้แก่
-โหราศาสตร์แบบเบอโลว์เนียน (Babylonian astrology)
-โหราศาสตร์เฮลเลินนิสทิค (Hellenistic astrology)
-โหราศาสตร์ในพระเวท หรือ โหราศาสตร์ในชโยตะ (Vedic astrology)
-โหราศาสตร์ยูเรเนี่ยน (Uranian astrology)
-โหราศาสตร์จีน (Chinese astrology)
-โหราศาสตร์อินเดีย (Indian astrology)
-โหราศาสตร์เปอร์เซียและอาหรับ (Persian and Arabic astrology)
-โหราศาสตร์ชาวอินเดียนแดงยุคกลาง (Mesoamerican astrology)
-โหราศาสตร์ไทย (Thai astrology)
ประวัติของโหราศาสตร์พบว่ามีประวัติยาวนานมากกว่า 5000 ปี ท่ามกลางในกรอบวัฒนธรรมยุโรป และได้พัฒนามาเรื่อยๆ ด้วยการยกย่องเทพเจ้าแห่งดวงดาว และมองว่าการบูชานี้เป็นจุดเริ่มต้นของศาสนา ได้มีการบันทึกการบูชา เทพเจ้า และดวงดาว เป็นรูปภาพประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตศักราชของศาสนาของชาวเมโสโพเทเมีย
โหราศาสตร์ในยุคเมโสโพเทเมีย (Astrology in
ช่วง 1800 ปีก่อนคริสศักราช ชาวเมโสโพเทเมีย นับถือดวงดาวสามดวงเพราะถือว่าเป็นดวงดาวที่สว่างไสวบนท้องฟ้ามากที่สุด คือ ดวงอาทิตย์ ดาวจันทร์ และดาวศุกร์ พวกเขาเปรียบดวงดาวเป็นเทพเจ้าที่แสงสว่างแห่งชีวิตให้ เทพเจ้าดวงอาทิตย์ (Shamash) เป็นผู้ประทานชีวิต เทพเจ้าดวงจันทร์ (Sumerian Nanna) เป็นผู้ให้ความเจริญ ให้ชีวิตเติบโตด้วยความงดงาม เทพเจ้าดาวศุกร์ (Sumerian lnanna : lshar) เป็นราชินีบนแดนสวรรค์เป็นตัวแทนแห่งความรัก (เทพเจ้าดาวศุกร์นี้เหมือนกับเทพเจ้าที่ชาวอียิปต์นับถือ เทวีอายเสิส (lsis Goddess) และสำหรับชาวคริสเตียนคือพระแม่มารีย์) เทพเจ้าทั้งสามจึงเป็นเสมือนตัวแทนของครอบครัวแสดงความเป็นพ่อ แม่ และลูก นอกจากนี้มีเทพเจ้าอีกสี่องค์ที่แทนดวงดาว เช่นดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัส และดาวเสาร์
แต่ละเทพเจ้าดวงดาวจะมีอำนาจสามารถดลบันดาลให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ต่อธรรมชาติ พืชผลธัญญาหาร สัตว์ และกิจกรรมต่างๆในชีวิตมนุษย์ เช่นอาชีพ การเมือง เช่นเทพเจ้าดาวอังคาร (Nergal-Mars) มีอิทธิพลที่เกี่ยวกับสงคราม การต่อสู้ ความตาย เทพเจ้าดาวพุธ (Nabu-Mercury) ประทานอำนาจเกี่ยวกับความรู้ วิทยาศาสตร์ เทพเจ้าดาวพฤหัส (Marduk-jupiter) เป็นตัวแทนเรื่องกฎระเบียบ นักบุญ นักบวช และเทพเจ้าดาวเสาร์ (Nimib-Saturn) ประทานเรื่องความยากลำบาก ความเหน็ดเหนื่อย งานกสิกรรม จากยุคของเมโสโพเทเมียสู่ยุคสมัยกรีกชื่อของเทพเจ้าปรับเข้ากับวัฒนธรรม และภาษาที่แตกต่างกันไปแต่คุณสมบัติของดวงดาวยังคงเหมือนเดิม ดังนั้นในสมัยกรีกเทพเจ้าเนร์เกิล(Nergal) ในยุคกรีก กรายเป็นแอร์รีส (Ares) และในยุคโรมันกลายเป็นมาร์ส (Mars) เทพเจ้าแห่งความตายและสงคราม ส่วนอีชทาร์(lshtar) กลายเป็นแอฟเฟรอดายทิ (Aphrodite) และเป็นวีนัส(Venus) เทพเจ้าแห่งความรัก เทพเจ้ามาร์ดุค(Marduk) เป็นซุส(Zeus) และเป็นจูปีเตอร์(Jupiter) ซึ่งเป็นตัวแทนพระราชานักบุญที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ
โหราศาสตร์ในยุคแบบเบอโลว์เนียน (Astrology in Babyionian)
ชาวแบบเบอโลว์เนียนนับถือดวงดาวเป็นเทพเจ้า แต่มิใช่เพียงแต่ดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดดวงเท่านั้น ยังรวมไปถึงดาวฤกษ์ที่อยู่บนท้องฟ้าเป็นเทพเจ้าด้วย เทพเจ้าแห่งดวงดาวมีอิทธิพลเหนือชีวิตมนุษย์ผ่านทางปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จากแนวทางเดินของดวงอาทิตย์ (Solar orbit) เป็นรูปวงกลมซึ่งแบ่งเป็น 12 ช่อง ช่องละ 30 องศาซึ่งเรียกว่า จักรราศี (Zodiac sign) ในยุคกรีกโบราณเรียกว่า Zodiakos มาจากรากศัพท์ zodia ที่แปลว่ารูปแบบชีวิต จะแสดงชีวิตที่ดำเนินไปในแต่ละราศีซึ่งมีเทพเจ้าดวงดาวประจำอยู่ มีอิทธิพลในแต่ละฤดูกาล เช่นฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ชาวแบบเบอโลว์เนียนสังเกตท้องฟ้าจนเข้าใจวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งดาวอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ฯลฯ ว่ามีการเคลื่อนที่ไปบนแผ่นฟ้า ดาวแต่ละดวงมีการโคจรที่แตกต่างกันในแต่ละวันซึ่งสามารถคำนวณเป็นตัวเลขได้ สามารถแบ่งความนานของวัน (กลางวันกลางคืน) ออกเป็น 24 ส่วนแต่ละส่วนเรียกว่า ชั่วโมง ในหนึ่งชั่วโมงแบ่งออกเป็น 60 ส่วน เรียกว่า นาที แต่ละนาทีแบ่งออกเป็น 60 ส่วน เรียกว่า วินาที ชาวแบบเบอโลว์เนียนสังเกตว่าทุกวันจุดสุดยอดของดวงอาทิตย์จะเคลื่อนไหวไปทีละนิดจนครบวงรอบของแผ่นครอบฟ้า เป็นวงกลมปีละรอบโดยเทียบกับตำแหน่งตายตัวของดาวฤกษ์เรียกว่า จักรราศี (Zodiac) แบ่งจักราศีเป็น 12 ส่วนเท่าๆกัน ได้ 12 ราศี (Zodiac sign) หนึ่งราศีเท่ากับ 30 องศา แต่ละราศีมีชื่อกลุ่มดาวฤกษ์ประจำอยู่ เช่น ราศีที่หนึ่ง ราศีเมษ (Aries = Ram) ราศีพฤษภ (Taurus = bull) ราศีมิถุน (Gemini = Twins) ราศีกรกฎ (Cancer = Crab) ราศีสิงห์ (Leo = Lion) ราศีกันย์ (Vigo = Virgin) ราศีตุลย์ (Libra = Balance) ราศีพิจิก (Scorpio = Scorpion) ราศีธนู (Sagittarius = Archer) ราศีมกร (Capricomus = Horn-goat) ราศีกุมภ์ (Aquarius = Water-bearer) ราศีมีน (Pisces = Fish)
นอกจากนี้พวกเขายังสังเกตการณ์โคจรของดวงจันทร์และดาวพระเคราะห์ดวงอื่นๆว่าผ่านราศีใด เวลาใด เก็บสถิติเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกโดยสัมพันธ์กับดวงดาวอื่นบนท้องฟ้า ณ ตำแหน่งต่างๆบนจักรราศี ว่ามีความหมายใดบ้าง โดยถือว่าปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเป็นภาษาที่เบื้องบนใช้พูดกับมนุษย์โดยอาศัยการตีความจากผู้รู้ (ผู้ที่ศึกษาเรื่องดวงดาว เช่น นักโหราศาสตร์) เป็นผู้ใช้หลักเกณฑ์วิชาพยากรณ์เหตุการณ์อนาคตที่ดาวต่างๆโคจรซ้ำตำแหน่งเดิม ดังนั้นบุคลที่เกิดในตำแหน่งราศีใด อิทธิพลดาวฤกษ์นั้นๆจะมีอิทธิพลเหนือชีวิตของผู้นั้น และเมื่อดาวเคราะห์โคจรเข้ามาสัมพันธ์ในราศีใด มีปรากฎการณ์พิเศษใดเกิดขึ้นบ้างสามารถพยากรณ์จากสถิติที่เคยเก็บบันทึกเอาไว้ เช่นบทบาทของโหราศาสตร์ที่มีต่อกำเนิดพระเยซู เพราะเชื่อกันว่าเมื่อพระเยซูประสูติมีดาวหางปรากฏในท้องฟ้า นักดูดาวชาวแบบเบอโลว์เนียนตีความหมายว่า มีผู้มีบุญมาเกิด ณ ขณะดาวหางเริ่มปรากฏ ผู้รู้ 3 คน ดั้นด้นมาหาผู้มีบุญที่เกิดในราศีดังกล่าว ณ ตำแหน่งที่ตั้งของดาวหางซึ่งปรากฏว่าเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ ณ ตำบลเบธเลเฮม ของประเทศยูเดีย (
โหราศาสตร์แบบเบอโลว์เนียน ดวงดาวและสัญลักษณ์ในจักรราศี เป็นตัวแทนของเทพเจ้าและเจ้าเรือนของเทพเจ้า โหราศาสตร์สาขาวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่สังเกตและคำนวณวิถีการโคจรของดวงดาวเรียกว่า วิชาดาราศาสตร์ ชาวแบบเบอโลว์เนียนที่เป็นนักบุญ หรือนักบวชในสมัยนั้นจะสังเกตและศึกษาการโคจรของดวงดาวใจกิจการของศาสนา ซึ่งมิใช่เพียงแต่เรื่องของการบูชาเทพเจ้าดวงดาวเท่านั้น แต่ยังมีการศึกษา สังเกต จดบันทึกและคำนวณการเคลื่อนที่แนวทางของดวงดาว เพื่อพยากรณ์ในกิจการของการเมือง ในเรื่องของสงคราม ความเจ็บป่วย ความอดอยาก การเก็บเกี่ยวพืชผล จึงพูดได้ว่าโหราศาสตร์ในยุคนี้ยกย่องบูชาดวงดาวเป็นเทพเจ้าใจกิจศาสนาและมองเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ การสังเกตเก็บสถิติเพื่อแปลผลในเชิงวิทยาศาสตร์
โหราศาสตร์ในยุคอียิปต์ (Astrology in
ชาวเมโสโพเทเมียรู้จักการเขียนหนังสือก่อนชาวอียิปต์ถึง 5000 ปี นักโบราณคดีสามารถอ่านบันทึกของชาวอียิปต์ได้เกือบหมด พบว่าชาวอียิปต์มีปรัชญาชีวิตและความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย โหราศาสตร์ในยุคอียิปต์นับถือเทพเจ้าดวงดาวมากกว่ายุคแบบเบอโลว์เนียน จากการแบ่งวงโคจรของดวงอาทิตย์ออกเป็น 36 ส่วน ส่วนละ 10 องศา ชาวอียิปต์ตีความส่วนนี้เป็น 365 วัน ใน 1 ปี ซึ่งแบ่งออกเป็น 36 สัปดาห์ (ในสัปดาห์มี 10 วัน) ในแต่ละสัปดาห์จะมีเทพเจ้าดูแลอยู่ โหราศาสตร์อียิปต์ได้มีการรวมโหราศาสตร์เมโสโพเทเมียและพัฒนาขึ้นในแง่มุมของศาสนา ปรัชญา และยังได้วิวัฒนาการเป็นรากฐานในยุคสมัยของ กรีก คริสเตียนและอิสลาม โหราศาสตร์กรีกเน้นเรื่องความเป็นอยู่ของมนุษย์ ธรรมชาติ และจักรวาลที่ประกอบด้วยดวงดาวสัญลักษณ์ของดาวฤกษ์จักรราศี (Zodiac) ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ลักษณะนิสัย คุณลักษณะของมนุษย์ สัตว์ พืช และแร่ธาตุโลหะ นักปรัชญากรีก ท่านเพลโทว์กล่าวถึงเรื่องนี้ใน บทสนทนาเรื่องเทอมีเอิส ที่พระเจ้าสร้างโลก โหราศาสตร์ในศตวรรษที่19 และ 20 นักโหราศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ถึงดวงดาวเป็นเทพเจ้า แต่เข้าใจว่าดวงดาวเป็นอำนาจที่มีอิทธิพลเหนือมนุษย์
โหราศาตร์ในจีน (Astrology in
โหราศาสตร์จีนเริ่มกำเนิดในเวลาเดียวกันกับยุคเมโสโพเทเมียและอียิปต์ ประมาณ 2700 ปี ก่อนคริสศักราช ซึ่งมีรูปแบบรายละเอียดการแบ่งจักรราศี เป็น 12 ส่วนเท่าๆกัน ได้ 12 ราศี หนึ่งราศี เท่ากับ 30 องศา แต่ละราศีมีชื่อกลุ่มดาวฤกษ์ประจำอยู่เหมือนกันและมีสัญลักษณ์ของสัตว์ประจำราศีนั้นเพื่อสื่อถึงลักษณะนิสัยประจำราศีนั้นๆ และอารยธรรมจีนโบราณยังมีคัมภีร์อี้จิง หรือคัมภีร์แห่งความเปลี่ยนแปลงซึ่งนอกจากจะเป็นที่มาของแนวคิดจักรวาลวิทยาของจีนแล้ว ยังเป็นรากฐานทั้งหมดของวัฒนธรรมจีน ระยะเวลาของการคิดค้นแนวคิดหลักของอี้จิงมีความพยายามร่วมกันถึง 1500 ปี จาก 2000 ปีก่อนคริสตกาลถึง 500 ปีก่อนคริสตกาล สำนักปรัชญาจีนที่สำคัญสองสำนักคือลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า ใช้คัมภีร์นี้เป็นพื้นฐานในการสร้างแนวคิดทางจักรวาลวิทยาและศีลธรรม ในขณะที่คนปัจจุบันรู้จักอี้จิงในฐานะคัมภีร์เสี่ยงทายเล่มหนึ่ง ด้านความรู้ทางดาราศาสตร์หรือโหราศาสตร์ ดังเช่น ชาวจีนสามารถหาได้ว่า 1 ปี มี 365 วันเมื่อ 2500 ปีก่อนคริสตกาล มีการสร้างปฏิทินช่วยในการทำนายเกิดอุปราคา ซึ่งชาวจีนโบราณถือว่าการเกิดสุริยคราส จะต้องมีการเซ่นไหว้เพื่อเอาอกเอาใจพระผู้เป็นเจ้า และชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่ทราบว่าดวงจันทร์เคลื่อนที่จากทิศตะวันตกผ่านกลุ่มดาวฤกษ์ต่างๆบนท้องฟ้าไปยังทิศตะวันออกใช้เวลาครบรอบประมาณ 28 วัน
โหราศาสตร์ในอินเดีย (Astrology in
โหราศาสตร์อินเดียได้รับอิทธิพลมาจากโหราศาสตร์เมโสโพเทเมียซึ่งไม่ได้มีเพียง 12 ราศี แต่ยังมีการระบุที่ตั้งรายละเอียดเจ้าเรือน และง่ายต่อการพยากรณ์ในเรื่องค้าขายในชีวิตประจำวัน ประวัติความเป็นมาของการทำนายทายทักมีมาช้านานในอินเดียโบราณมีมาตั้งแต่ยุคพระเวท มีปรากฏใน ไตตฺติรียะสัมหิตา (taittriya samhita) ว่าฤษีสมัยก่อนทำนายว่าพิธีบูชาบูชายัญจะเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่ โดยการจุดพุ่มไฟให้ติดไฟด้วยก้อนขนมเผา ถ้าพุ่มไม้ไฟลุกดีเป็นสัญญาณว่าพิธีกรรมจะดำเนินไปได้ด้วยดี ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ของอินเดียมีปรากฏในพระเวท ในการแบ่งเนื้อหาของพระเวทเป็น 6 เรื่อง ที่เรียกว่า เวทางค์ มีเรื่องหนึ่งเรียกว่า โชฺยติษ (jyotish) เป็นร้อยกรองมีประมาณ 40 โศลก กล่าวถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ และนักษัตร (กลุ่มดาวฤกษ์) ทั้ง 27 กลุ่ม
โหราศาสตร์ในไทย (Astrology in Thai)
โหราศาสตร์ไทยเป็นวิทยาการที่ว่าด้วย จักรวาลวิทยา ที่เรียนรู้เรื่องของท้องฟ้า และดวงดาว จักรวาลที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และธรรมชาติอันมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากการจดบันทึก จากการสังเกตของบรรพบุรุษที่ศึกษาท้องฟ้า จักรวาลและดวงดาวอันมีผลต่อชีวิต ธรรมชาติ และโลกอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องด้วยความละเอียดแล้วนำมาวางเป็นหลักในการประมวลผล ที่จะเกิดกับชีวิตธรรมชาติและพื้นโลก
ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับชนบางกลุ่มที่ต้องการใช้โหราศาสตร์เป็นเครื่องมือสำหรับต้มตุ๋นขู่กรรโชกมนุษย์ให้หลงเชื่อเพื่อผลประโยชน์ตนเอง คนเหล่านี้ได้นำวิชาโหราศาสตร์มาเป็นวิทยาการสร้างความเชื่ออันงมงายในชาติไทยจนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี วิทยาการโหราศาสตร์จึงถูกเปลี่ยนแปลงความหมายและวัตถุประสงค์เดิม มาเป็นเครื่องมือสำหรับการทำมาหากินและหลอกลวง
ความจริงจุดประสงค์และการศึกษาโหราศาสตร์แต่โบราณดั้งเดิมนั้น เป็นวิทยาการที่มีเหตุผลและเป็นวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ได้ เป็นพื้นฐานแนวทางไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา แต่มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ยอมศึกษาตามกฎเกณฑ์วิชาที่คนรุ่นก่อนได้ปูทางไว้ให้ เพราะความยาก ความสลับซับซ้อนของเนื้อหาวิชา คนรุ่นใหม่ชอบความง่าย ศึกษาเอาเปลือกวิชาจริงทำให้ความรู้ตื้นเขิน ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของวิชาลดน้อยลง อีกเหตุผลหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ศึกษาวิชาด้วยความฉาบฉวยเพราะหากเสียเวลาศึกษาอย่างจริงจัง จะทำให้พวกเขาไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปที่ตนจะกอบโกยเอาผลประโยชน์ ดังนั้นพื้นฐานวิชาแท้จริงของบรรพบุรุษโบราณจึงถูกทอดทิ้ง วิชาโหราศาสตร์ดังเดิมจึงละเลยลืมเลือนกันไปสิ้น

หน้าแรก
หลักสูตรศึกษา
บทความน่ารู้
เว็บบอร์ด-กระทู้
Chat & Live online
ติดต่อเรา

